วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

e-mail


ความหมาย

ย่อมาจาก electronic mail (แปลว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์) หมายถึงการสื่อสารหรือการส่งข้อความ โน้ต หรือบันทึกออกจากคอม พิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ผ่านไปเข้าเครื่องปลายทาง (terminal) หรือเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านทางระบบเครือข่าย (network) ผู้ส่งจะต้องมีเลขที่อยู่ (e-mail address) ของผู้รับ และผู้รับก็สามารถเปิดคอมพิวเตอร์เรียกข่าวสารนั้นออกมาดูเมื่อใดก็ได้ โดยปกติ จะไม่มีการพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารนั้นลงแผ่นกระดาษ นับว่าเป็นการประหยัดกระดาษไปได้ส่วนหนึ่ง โดยทั่วไป ถือกันว่าเป็นงานส่วนหนึ่งของสำนักงานอัตโนมัติ (office automation) ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอันมาก

อีเมล์, E-Mail, Electronic Mail หรือ จดหมายอิเล็คทรอนิกส์
E-mail คือ จดหมาย ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม word จากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง
ประเภทของอีเมล์
เว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีอีเมล์มีอยู่มากมาย แต่ถ้าหากจะแยกประเภทของการใช้งาน สามารถแยกออกได้เป็น 2 แบบดังนี้

E-Mail แบบ POP
เป็น E-Mail อีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสะดวกในการใช้งาน มาก เนื่องจากสามารถเช็คเมล์ได้จาก software เช็คเมล์ใดก็ได้ แต่ผู้ใช้จะต้องทำการ setup ใช้งานเอง เช่น การเซ็ทค่า incoming mail server ค่า outgoing mail server และอื่นๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานอย่างดี สำหรับท่านที่คิดจะมี web site เป็นของตัวเองในโอกาสต่อไป เนื่องจากจะมีการใช้งานเมล์แบบนี้หมด และเมื่อถึงวันนั้นก็คงจะช่วยกัน โกยเงินดอลลาร์เข้าบ้านเรามั่ง ส่วนข้อดีของเมล์แบบนี้ จะสามารถเช็คเมล์ได้รวดเร็ว สะดวก ไม่มีขยะปนมากับเนื้อหาที่สำคัญไม่ต้องเข้ามาที่ web site นี้บ่อยๆ สามารถ insert ไฟล์ได้
ลักษณะของ POP
-  ใช้โปรแกรมเฉพาะ เช่น Eudora หรือ Netscape mail เป็นต้น
-  เครื่องที่ใช้อ่าน E-Mail มักเป็นเครื่องส่วนตัว
-  มีคนนิยมใช้กันเกือบครึ่งโลก
-  บางแห่งยังให้บริการทั้ง telnet, POP และ IMAP
-  Server ที่ให้บริการมักเป็นระบบ UNIX หรือ LINUX
E-Mail แบบ WEB Based
E-Mail แบบ Web based เป็น E-Mail แบบที่เรารู้จักกันเช่น hotmail.com yahoo.com chaiyo.com หรือแม้แต่ thaiall.com ก็ยังเป็น Web based email เพราะผู้ให้บริการพอใจ ที่จะให้บริการมากกว่า POP เนื่องจากการอ่าน หรือส่ง mail ผู้ใช้บริการจะต้องเข้ามายังเว็บของผู้ให้บริการทุกครั้ง ต่างกับ pop ที่ผู้ใช้บริการ สามารถใช้โปรแกรมดูด mail ไปอ่าน โดยไม่ต้องเข้าเว็บของผู้ให้บริการแต่อย่างใด

ลักษณะของ WEB Based
-  เปิด email จากที่ใดก็ได้
-  ใช้ browser ตัวใดก็ได้ เปิดอ่าน mail
-  มีคนนิยมใช้กันเกือบครึ่งโลก
-  เช่น hotmail.com chaiyo.com หรือ thaiall.com ข้อดี

รูปแบบชื่อ Email Address จะเป็น yourname@sanook.com
1. yourname คือ ชื่อที่เราสามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้ (แต่ต้องไม่ซ้ำกับของคนอื่น)
2. เครื่องหมาย @ สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเว็บไซต์ หรือ domain name
3. sanook.com คือ ชื่อเว็บไซต์ หรือ domain name
ชนิดของการรับส่ง E-mail
1. รับส่งโดยใช้โปรแกรม E-mail โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express, Eudora
2. รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.sanook.com, www.yahoo.com
3. รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape, IE เป็นต้น
การรับส่ง E-mail แบบที่ 1 ตามปกติจะต้องมีการกำหนด Configuration เพื่อกำหนด Incoming Mail และ Outgoing Mail Server ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในการ check mail เนื่องจากบางคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง หรือบางคนอาจจะต้องเดินทางบ่อย ๆ ทำให้ไม่ค่อยสะดวก ดังนั้น แบบที่ 2 คือ check email ผ่าน Web site จึงมีผู้นิยมมากที่สุดในโลก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกำหนด Configuration อะไรทั้งสิ้น แค่เพียงสมัครเป็นสมาชิกกับ Web site ที่ให้บริการ แค่จำชื่อ User และ Password เท่านั้น ก็สามารถจะตรวจสอบ E-mail ได้จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก (การลงทะเบียนเพื่อขอ E-mail แบบที่ 2 นี้จะเป็นการให้บริการฟรี!)

ประโยชน์ของอีเมล์

1. มีความสะดวกรวดเร็ว
2. ประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ไม่จำกัดระยะทาง
4. ไม่จำกัดรูปแบบของข้อมูล
5. ถ้าเราจะส่งอีเมล์ไม่ว่าจะตอนไหนก็ส่งได้ทุกเวลา
6. ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างหลากหลาย






วิธีการใช้งานทั่วไป
1. TO – หมายถึง ชื่อ E-mail สำหรับผู้รับ
2. FROM – หมายถึง ชื่อ E-mail สำหรับผู้ส่ง
3. SUBJECT – หมายถึง หัวข้อเนื้อหาของจดหมาย
4. CC – หมายถึงสำเนา E-mail ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง
5. BCC – หมายถึงสำเนา E-mail ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง แต่ผู้รับ (TO) จะไม่ทราบว่าเราสำเนาให้ใครบ้าง
6. ATTACHMENT – ส่ง file ข้อมูลแนบไปพร้อมกับ E-mail

พรบ. คอมพิวเตอร์

พรบ. คอมพิวเตอร์ 2550 ทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ต้องรู้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้น มิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลัง และไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร
หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินกา เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท
มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีมีอำนาจ ร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง
มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญ ของการประกอบกิจการ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่น ในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มา http://www.cowboythai.com/forum/index.php?topic=1443.msg9206;topicseen

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เทคโนโลยี VPN คืออะไร

VPN ย่อมาจาก Virtual Private Network เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่ายนอกอาคาร (WAN - Wide Area Network) เป็นระบบเครือข่ายภายในองค์กร ซึ่งเชื่อมเครือข่ายในแต่ละสาขาเข้าด้วยกัน โดยอาศัย Internet เป็นตัวกลาง มีการทำ Tunneling หรือการสร้างอุโมงค์เสมือนไว้รับส่งข้อมูล มีระบบเข้ารหัสป้องกันการลักลอบใช้ข้อมูล เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งต้องการความคล่องตัวในการติดต่อรับส่งข้อมูลระหว่างสาขา
มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับ Private Network 
นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดหมายเลข  IP เป็นเครือข่ายเดียวกัน และเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัตินอกบริษัทฯ ยังสามารถ login เข้ามาใช้เครือข่ายภายในองค์กรได้
 
            PN : Private Network  คือเครือข่ายภายในของแต่ละบริษัท, Private Network เกิดจากการที่บริษัทต้องการเชื่อมเครือข่ายของแต่ละสาขาเข้าด้วยกัน (กรณีพวกที่เชื่อมต่อด้วย TCP / IP เลขที่  IP ก็จะกำหนดเป็น 10.xxx.xxx.xxx หรือ 192.168.xxx.xxx หรือ 172.16.xxx.xxx) ในสมัยก่อนจะทำการเชื่อมต่อด้วย leased line หลังจากที่เกิดการเติบโตของการใช้งาน Internet และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงในเรื่อง ความเร็วของการเชื่อมต่อ ทำให้เกิดแนวคิดในการแทนที่ leased line หรือ Frame Relay  ซึ่งมีราคาแพง  ด้วย Internet ที่มีราคาถูกกว่า แล้วตั้งชื่อว่า Virtual Private Network
 
และจากการที่มีคนได้กำหนดความหมายของ VPN เป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า "VPN is Private Communications Network Existing within a Shared or Public network Especially the Internet" จะสามารถสรุปความหมาย ได้ดังนี้
  •        เทคโนโลยี VPN จะทำการเชื่อมต่อองค์ประกอบข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ ของระบบเครือข่ายหนึ่ง ให้เข้ากับระบบเครือข่ายหนึ่ง
  •        เทคโนโลยี VPN จะทำงานโดยยอมให้ผู้ใช้งานสร้างท่ออุโมงค์ เสมือนเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลผ่านระบบ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
  •        ส่วนประกอบที่สำคัญหรือหัวใจหลักในการทำ VPN  ก็คือการใช้งานอินเตอร์เน็ต
เทคโนโลยี วีพีเอ็นเปรียบเสมือนการสร้างอุโมงค์เพื่อการสื่อสาร

ทำไมถึงต้องใช้ VPN?

 
                เนื่องจากปัจจุบันการติดต่อสื่อสารถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยถ้าเราต้องการการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยระหว่าง Network บริการที่ดีที่สุดคือ การเช่าสายสัญญาณ (leased line) ซึ่งจะทำการเชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์คของเราด้วยการใช้สายสัญญาณตรงสู่ปลายทาง ทำให้มีความปลอดภัยสูงเพราะไม่ต้องมีการใช้สื่อกลางร่วมกับผู้อื่น และมีความเร็วคงที่ แต่การเช่าสาสัญญาณนั้นใข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการนั้นสูงมาก เมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้รับ ซึ่งบริษัทขนาดเล็กนั้นคงไม่สามารถทำได้
                เทคโนโลยี VPN ได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากได้ใช้สื่อกลางคือ Internet ที่มีการติดตั้งอยู่อย่างแพร่หลายเข้ามาสร้างระบบเน็ตเวิร์คจำลอง โดยมีการสร้างอุโมงค์ข้อมูล (Tunnel) เชื่อมต่อกันระหว่างต้นทางกับปลายทาง ทำให้เสมือนว่าเป็นระบบเน็ตเวิร์คเดียวกัน สามารถส่งข้อมูลต่างๆที่ระบบเน็ตเวิร์คทำได้ โดยข้อมูลที่ส่งนั้นจะถูกส่งผ่านไปในอุโมงค์ข้อมูล ทำให้มีความปลอดภัยสูง ใกล้เคียงกับ leased line แต่ค่าใช้จ่าในการทำ VPN นั้นต่ำกว่าการเช่าสายสัญาณมาก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

VPN Architecture

                สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ชนิด คือ  Remote access VPN, Intranet VPN และ Extranet VPN

Remote access VPN

                สามารถทำการเชื่อมต่อระหว่าง Users ที่ไม่ได้อยู่ที่องค์กรหรือบริษัท เข้ากับ Server โดยผ่านทาง ISP (Internet Services Provider), Remote access VPN ยังอนุญาตให้ Users สามารถเชื่อมต่อกับตัวองค์กร หรือบริษัท เมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ โดยที่ Users จะทำการเชื่อมต่อผ่านทาง ISP ที่รองรับเทคโนโลยี VPN เมื่อ VPN devices ของ ISP ยอมรับการ Login ของ Users แล้ว จะทำการสร้าง Tunnel ไปยัง VPN devices ทางฝั่ง Office ขององค์กรหรือบริษัท จากนั้นจะทำการส่ง Packets ผ่านทาง Internet   
 
ข้อดีของ Remote access VPN ได้แก่
§         ลดต้นทุนจากจัดซื้ออุปกรณ์พวก Modem หรือ อุปกรณ์ Server ปลายทาง
§         สามารถเพิ่มจำนวนได้มาก และ เพิ่ม  Users ใหม่ ได้ง่าย
§         ลดรายจ่ายจากการสื่อสารทางไกล
 
            
รูปแสดง Remote Access VPN
 
 
 

Intranet VPN

                Intranet VPN จะเป็นการสร้าง Virtual circuit ระหว่าง Office สาขาต่างๆ ขององค์กร เข้ากับ ตัวองค์กร หรือว่า ระหว่างสาขาต่างๆ ของ Office เข้าด้วยกัน จากเดิมที่ทำการเชื่อมต่อโดยใช้ Leased Line หรือ Frame relay
จะมีราคาสูง หากใช้ Intranet VPN จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า
 
สิ่งสำคัญของ Intranet VPN ก็คือ การ Encryption ข้อมูลที่ต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องข้อมูล ระหว่างที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องให้ความสำคัญกับ Applications ประเภท Sale และ Customer
Database Management, Document Exchange, Financial Transactions และ Inventory Database Management
โครงสร้างของ IP WAN ใช้ IPSec หรือ GRE ทำการสร้าง Tunnel ที่มีความปลอดภัย ระหว่างเครือข่าย
 
ข้อดีของ Intranet VPN ก็คือ
§         ลดค่าใช้จ่ายจาก WAN Bandwidth, ใช้ WAN Bandwidth ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
§         Topologies ที่ยืดหยุ่น
§         หลีกเลี่ยงการเกิด Congestion โดยการใช้ Bandwidth management traffic shaping
 
รูปแสดง Intranet VPN
 
 

Extranet VPN

                Extranet VPN เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Internet-based VPN, Concept ของการติดตั้ง Extranet VPN นั้นเหมือนกับ Intranet VPN ส่วนที่ต่างกันก็คือ Users, Extranet VPN จะสร้างไว้เพื่อ Users ประเภทลูกค้าผู้ผลิตองค์กรต่างองค์กรที่ต้องการเชื่อมต่อกัน หรือว่าองค์กรที่มีหลายสาขา
Internet Security Protocol (IPSec) ถูกใช้โดยยอมรับเป็นมาตรฐานของ Extranet VPN
รูปแสดง Extranet VPN

 

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Tunneling

           
            การทำงานหลักๆของ VPN ก็คือการส่งข้อมูลผ่านอุโมงค์ข้อมูล (Tunnel) ไปสู่ระบบเน็ตเวิร์คปลายทาง เนื่องจากอุโมงค์ข้อมูลที่ส้รางขึ้นนั้นสร้างผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (Internet) และการส่งข้อมูลต้องมีการจัดการ Packet ต่างๆให้ผ่านไปตามอุโมงค์อย่างถูกต้อง การสร้าง Tunnel นั้นประกอบด้วย รูปแบบโปรโตคอล (Protocol) 3 แบบ คือ
§         Carrier protocol
§         Encapsulating protocol
§         Passenger Protocol
 

Carrier protocol

 
            เป็นโปรโตคอลที่ระบบเน็ตเวิร์ค จะใช้ส่งข้อมูลผ่านอุโมงค์ โดยจะเป็นตัวส่ง Encapsulate โปรโตคอลไปยังปลายทาง

Encapsulating protocol

                เป็นโปรโตคอลที่ทำการห่อหุ้มข้อมูลที่จะส่งไว้ ข้อมูลที่ถูกส่งทั้งหมดจะถูกใส่ผ่าน Packet ของโปรโตคอลต่างๆ โปรโตคอลที่มีการใช้งานได้แก่
 
·         GRE
 
GRE ย่อมากจาก Generic routing encapsulation ซึ่งเป็น encapsulating protocol พื้นฐานโดยจะทำหน้าที่ห่อ Packet ของ passenger โปรโตคอลไว้เพื่อที่จะส่งผ่านอุโมงค์ข้อมูล GRE จะเพิ่มข้อมูลในส่วนของชนิดของ Packet ที่ได้ Encapsulate และข้อมูลเกี่ยวกับ Connection ระหว่างทั้งสองระบบด้วย ส่วนใหญ่ GRE นั้นจะใช้ในการใช้งานแบบ VPN ระหว่าง site-to-site
 
·         PPTP
 
PPTP หรือ Point to Point Tunneling Protocols เป็นโปรโตคอลแรกสุดที่ออกมา โดยจะกล่าวถึงมาตรฐานการ Encryption และ Authentication  ซึ่งพัฒนาจากบิรษัทต่างๆ โดยมี Microsoft และ 3Com ได้ร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นโปรโตคอลที่เป็น Default ของวินโดว์ที่จะใช้งาน VPN ซึ่งโปรโตคอลนี้ มีพื้นฐานอยู่บน PPP ทำให้โปรแกรมที่ใช้โปรโตคอลนี้ เป็นการเชื่อมต่อในลักษณะคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวทำการเชื่อมวีพีเอ็นต่อไปยังระบบเน็ตเวิร์กที่รองรับการใช้งาน PPTP นั้นมีข้อดีคือความสะดวกในการนำมาใช้งาน ที่ไม่ต้องมีการลงทุนทั้งในด้าน software และ hardware มากนัก แต่ในด้านความปลอกภัยนั้น ถือว่ายังด้วยกว่า IPsec ที่ออกมาทีหลังอยู่ โดยมีข้อดีและข้อเสียที่สรุบได้ดังนี้คือ
ข้อดีของโปรโตคอล PPTP
 
§         ใช้โอเวอร์เฮดในการทำงานน้อย
§         สามารถใช้ได้กับทุกระบบปฏิบัติการ ต้องการเพีงแค่ PPTP Client เท่านั้น
§         สามารถใช้งานผ่าน NAT ได้
ข้อเสียของโปรโตคอล PPTP
 
§         การเข้ารหัสของ PPTP จะเริ่มหลังจากการทำ authenticate ดังนั้นในระหว่างนั้นอาจถูกดักอ่านข้อมูลได้
§         การ authenticate ของ PPTP จะทำในระดับผู้ใช้เพียงระดับเดียวเท่านั้น อาจทำให้ระดับความปลอดภัยต่ำ
 
Beispiel einer PPTP Verbindung
 
·         L2F
 
คือ Layer Two Forwarding ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่คล้ายกัย PPTP คือ จะสร้าง Tunnel ห่อหุ้ม PPP ไว้ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ PPTP นั้นเป็นการทำงานที่เลเอยร์ที่ 3 ส่วน L2F จะทำงานที่เลเยอร์ที่ 2 แทน โดยใช้พวกเฟรมรีเลย์หรือ ATM ใช้ในการทำ Tunnel
 
·         L2TP
 
L2PT ย่อมาจาก Layer Tunneling Protocol ซึ่งพัฒนามาจากโปรโตคอล PPTP และ L2F โดยสามารถที่จะหุ้ม Protocol อื่นๆนอกจาก TCP/IP เช่น IPX, SNA และ AppleTalk ไว้ในซอง แล้วใช้บริการของ TCP/IP ในการส่งผ่าน Internet อย่างไรก็ตาม L2TP นั้น ไม่มีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลภายในตัวเอง ทำให้ต้องใช้บริการการเข้ารหัสจาก Protocol ตัวอื่น เช่น L2TP/IPSec Protocol ก็ใช้ L2TP ร่วมกับ IPSec โดยที่ใช้ IPSec ในการเข้ารหัสข้อมูล
นอกจากนั้น L2TP ยังสนับสนุนการทำ Tunnel หลาย ๆ อันพร้อมกันบนไคลเอ็นต์เพียงตัวเดียว ซึ่งคุณสมบัตินี้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต เมื่อทันแนลสามารถสนับสนุนการจองแบนด์วิดธ์และ QoS
ข้อดีของ L2TP with IPSec
 
§         การ authenticate ของ L2TP with IPSec ทำทั้งในระดับผู้ใช้และในระดับโฮสต์โดยการตรวจสอบ Certificate ของโฮสต์
§         IPSec ให้ความปลอดภัยในด้านของความถูกต้องและความลับของข้อมูลเป็นอย่างดี
 
ข้อเสียของ L2TP
 
§         จำเป็นต้องมี Certificate เพราะ IPSec จะต้องทำการแลกเปลี่ยน Key เพื่อการเข้ารหัสข้อมูล
§         ไม่สามารถใช้งานกับระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าตั้งแต่ Windows98 ลงไป
§         ไม่สามารถใช้งานผ่าน NAT ได้
 
[VPN3509I  5284 bytes ]
 
·         IPSec
 
IP Security เป็นการรวม Protocol หลายๆอันมาไว้ด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันนั้นมีความนิยมเนื่องจากมีความสามารถทางด้านความปลอดภัยสูง ซึ่งจะทำงานที่ Layer ที่ 3 โดยการทำงานนั้น IPSec จะมีการเข้ารหัส 2 แบบด้วยกันคือ
§         Transport mode คือ จะมีการเข้ารหัสเฉพาะส่วนของข้อมูล แต่ส่วนของง Header จะยังไม่มีการเข้ารหัส ซึ่งใน Mode นี้โดยส่วนมากจะนำไปทำงานร่วมกับโปรโตคอลอื่นๆ เช่น ร่วมกับโปรโตคอล L2TP
 
Transport Mode
 
§         Tunnel mode จะเป็นการเข้ารัหสทั้งส่วนของข้อมูลและ Header ซึ่งทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยสูงขึ้น
 
Tunnel Mode
 
 
            นอกจากนี้แล้ว โปรแกมประเภท VPN Client บางตัวนั้นได้มีการสร้าง Protocol ของตัวเองขึ้นมาใช้งานด้วย เช่นโปรแกรม CIPE เป็นต้น
 
·         MPLS
 
คือ Multiprotocol Label Switching เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้น มีการทำงานในรูปแบบเดียวกันกับข้อมูลต่างๆ ที่มีการส่งผ่านไปมาในระบบเครือข่าย โดยจะมีการติดเครื่องหมาย (Label) ให้กับแต่ละหน่วยของแพ็คเก็ท (Packet) เพื่อที่จะบอกอุปกรณ์เครือข่าย อย่างเช่นเราเตอร์และสวิสท์ ให้ทำการส่งข้อมูลไปในทิศทาง และรูปแบบที่กำหนดไว้ และสำหรับข้อมูลที่มีความสำคัญมาก ก็จะได้รับการส่งแบบพิเศษกว่าข้อมูลอื่นๆ
ปัจจุบันโปรโตคอล MPLS กำลังได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากลงทุนน้อยกว่า VPN แบบเดิมที่ต้องติดตั้งจุดต่อจุด ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้หลายจุดโดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เป็น จำนวนมาก โดยปัจจุบันผู้ให้บริการรายใหญ่มักเลือกใช้โปรโตคอล MPLS เนื่องจากสามารถรองรับการเพิ่มขยายจำนวนผู้ใช้ และบริการเสริมใหม่ๆ ในอนาคต

Passenger Protocol

เป็นข้อมูลที่ถูกส่งออกไป หรือ ข้อมูลต้นฉบับนั่นเอง โปรโตคอลเหล่านี้ เช่น IPX, NetBeui, IP ซึ่งบางอันนั้นไม่สามารถส่งไปบนอินเตอร์เน็ตได้ แต่เนื่องจากเราเป็นการสร้างระบบ virtual network ทำให้ปลายทางเสมือนเป็นเน็ตเวิร์คเดียวกัน ทำให้สามารถทำสิ่งต่างๆที่ระบบเน็ตเวิร์คทำได้

ความปลอดภัยในระบบ VPN

        การจะทำให้ระบบ VPN ปลอดภัยนั้น ประกอบไปด้วยหลายๆวิธีที่สามารถทำได้ โดยในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีดังต่อไปนี้
 
·         Firewalls
เป็นการสร้างความปลอดภัยหระว่างระบบเน็ตเวิร์คกับอินเตอร์เน็ต โดย Firewalls จะเป็นตัวควบคุมการเปิด-ปิด Portsต่างๆ ซึ่งสามารถทำให้เราควบคุมได้ว่าต้องการให้ Protocols ไหนสามารถใช้งานได้บ้าง Packet ที่เข้ามานั้นจะอนุญาติให้ผ่านหรือไม่ และจะปิด port ทีไม่ได้ใช้งานไว้ สามารถป้องกันการบุกรุกจากพอร์ทที่ไม่ได้ใช้งานได้
 
·         Encryption
Encryption คือ การเข้ารหัสของข้อมูลที่จะทำการส่งไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ซึ่งเมื่อข้อมูลที่ผ่านการ Encrypt ถูกส่งไปถึงผู้รับ ผู้รับจะต้องทำการ Decode เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ผู้ส่งต้องการส่งคืนมา จะทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยเพราะระหว่างทางนั้นถ้าผู้อื่นได้รับข้อมูลไปก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าข้อมูลนั้นเป็นอะไร การEncrypt นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
 
§         Symmetric-key encryption
                ในแต่ละเครื่องจะมี Code เฉพาะในการใช้เข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่งไปให้อีกเครื่องหนึ่ง การใช้ Symmetric-key เราต้องรู้ว่าเราจะส่งข้อมูลไปที่เครื่องไหนและเราต้องทำการลง key เดียวกันไว้ในเครื่องที่เราต้องการส่งไปด้วย ทำให้ key นี้จะรู้กันแค่ผู้ส่งและผู้รับเท่านั้น เพื่อที่จะทำการ Encrypt และDecode ได้ถูกต้อง และผู้อื่นก็จะถอดรหัสข้อมูลได้
 
§         Public-key encryption
            การใช้งานจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Public key และ Private key โดย Public key นั้นจะถูกให้ไปในคอมพิวเตอร์ที่ต้องการจะติดต่อกับเครื่องเรา ซึ่งผุ้ที่รู้ key เป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ต่างกับ Symmetric ที่เป็น key สำหรับ 2 เครื่อง สำหรับการ Decode นั้น จะใช้ Public key ร่วมกับPrivate key ที่ต่างกันในแต่ละเครื่อง โดย Public key ที่เป็นที่นิยมใช้งานคือ Pretty Good Privacy (PGP) ซึ่งสามารถจะ Encrypt ข้อมูลได้ทุกชนิดที่ต้องการส่ง
 
 
 
·         IPSec
            เป็น โปรโตคอลทีมีความปลอดภัยเมื่อนำมาใช้งานในการส่งข้อมูลผ่าน VPN ซึ่งลักษณะของโปรโตคอล IPSec นี้ได้อธิบายไว้แล้วในหัวข้อ Encapsulation protocol ในเรื่องของ Tunnel ที่ผ่านมา
 
·         AAA Server
            AAA Server คือ Authenticate, Authorization และ Accounting server เป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานแบบ Remote-Access VPN ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อจาก Dial-up นั้นจะต้องผ่าน AAA Server ซึ่งจะมีการตรวจสอบกังนี้ คือ
§         คุณเป็นใคร  Who you are (authentication)
§         คุณได้รับอนุญาตให้ทำอะไรบ้าง What you are allowed to do (authorization)
§         คุณทำอะไรไปบ้าง What you actually do (accounting)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ส่วนประกอบที่ใช้ในการสถาปัตยกรรมแบบ VPN

                ส่วนประกอบที่ใช้นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Hardware และ Software
 

รูปแบบ Hardware-Based VPN

1.  Router  สามารถแบ่งออกเป็น แบบ ได้แก่
 
                1.1)  เพิ่มซอฟต์แวร์เข้าไปที่ตัว Router  เพื่อเพิ่มกระบวนการ เข้ารหัส/ถอดรหัส ข้อมูลที่จะวิ่งผ่าน Router  ลักษณะนี้เป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์เข้าไปที่ชิป  ซึ่งอาจเป็นไปในรูปแบบของ  NVRAM (Non-Volatile RAM) หรืออาจเป็นชุดของ Flash Memory ก็เป็นได้ ระบบนี้มีข้อดีตรงที่สามารถอัพเกรดการทำงานของซอฟต์แวร์ได้
 
                1.2)  เพิ่มการ์ดเข้าไปที่ตัวแท่นเครื่องของ Router  ซึ่งอาจเป็นไปในรูปแบบของโมดูลเล็ก ๆ ภายในตัว Router  หรือไม่ก็เป็นแบบโมดูลที่ติดตั้งบน Router  แบบ Chassis (Router  ที่สามารถถอดหรือใส่แผงวงจรได้โดยตรง) รูปแบบนี้เป็นการใช้โมดูลที่เสริมเข้ามาเพื่อทำงานร่วมกับซีพียูบน Router  โดยตรง
 
ผู้ผลิตบางรายได้ผลิต Router  ที่เป็นแบบโมดูลให้สามารถถอดเปลี่ยนแผงวงจรได้โดยไม่ต้องปิดเครื่อง  อีกทั้งมีระบบที่เรียกว่า Redundancy กล่าวคือ หากพบว่ามีปัญหาที่แผงวงจรใดก็จะมีแผงวงจรอีกแผงหนึ่งที่ติดตั้งประกบคู่อยู่แล้วทำงานแทนได้ทันที  ดังนั้นการเพิ่มเติมโมดูล VPN  เข้าไปที่ Router  สามารถทำได้โดยไม่ต้องปิดเครื่อง ทำให้งานขององค์กรไม่สะดุด
 
 
 
2.  Black Box 
                ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างคล้ายกับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นลักษณะคล้ายกับอุปกรณ์ Switching Hub หรือ Router อย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งอุปกรณ์นี้จะมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้างอุโมงค์เชื่อมต่อและเข้ารหัสข้อมูลข่าวสารในอุโมงค์  ขณะที่ยังมีบางผลิตภัณฑ์มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนDesktop PC ของ Client เพื่อใช้บริหารจัดการกับอุปกรณ์ Black Box นี้ ทำให้ท่านสามารถจัดตั้ง Configuration ผ่านทาง Web Browser ได้อีกด้วย
Black Box VPN  เป็นอุปกรณ์แยกต่างหากที่สนับสนุนการเข้ารหัสในหลายรูปแบบ เช่น 40 Bit DES (มาตรฐานสำหรับนานาชาติ) และ 3DES สำหรับอเมริกาและแคนาดา เชื่อกันว่าผลิตภัณฑ์ VPN ในรูปแบบ Black Box นี้ทำงานได้เร็วกว่า Software VPN  แน่นอน   เนื่องจากตัวโปรเซสเซอร์ที่ถูกออกแบบมาทำหน้าที่ดูแลการทำงานของ VPN เป็นการเฉพาะ โดยจะสร้างอุโมงค์ได้หลาย ๆ อุโมงค์  รวมทั้งการเข้ารหัสและการถอดรหัสได้อย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ดี จะทำงานโดยอาศัย Black Box เพียงลำพังไม่ได้  เนื่องจากระบบนี้ไม่มีส่วนของการบริหารจัดการโดยตรง อีกทั้งการจัดตั้ง Configuration ต่าง ๆ  เช่น การกำหนดกติกาของการพิสูจน์สิทธิ (Authentication) จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่ง รวมทั้งการอ่านค่าต่าง ๆ ที่มีการบันทึกไว้ก็ต้องอ่านจากคอมพิวเตอร์เช่นกัน
ปกติอุปกรณ์ Black Box VPN จะติดตั้งไว้ด้านหลังของ Firewall เสมอ เนื่องจาก Firewall  มีประสิทธิภาพในการป้องกันการก้าวล่วงเข้ามาใช้งานในองค์กรได้ดี  แต่ไม่สามารถป้องกันข้อมูลที่วิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างองค์กรกับผู้ใช้งาน และในทางกลับกัน VPN ไม่สามารถป้องกันการโจมตีจากผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายที่อาจสร้างความเสียหายแก่เครือข่ายของท่าน ดังนั้นการจัดตั้งค่าใน Firewall  จึงต้องระมัดระวังการทำงานของ VPN ด้วย เนื่องจาก Firewall  จะต้องตรวจสอบ Packet  ต่าง ๆ ที่วิ่งเข้าวิ่งออก ดังนั้นท่านต้องทำให้มั่นใจว่า Firewall จะยอมให้เฉพาะ Packet ที่ผ่านการเข้ารหัสจาก VPN สามารถผ่านสู่ระบบได้ตามปกติ ดังรูป
 
 
 
 

รูปแบบ Firewall-Based VPN

           
            Firewall-Based VPN ดูเหมือนจะเป็นรูปแบบ VPN ที่เป็นปกติธรรมดาและนิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด มีผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่เสนอรูปแบบการเชื่อมต่อแบบนี้ อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าลักษณะนี้เป็นรูปแบบที่ดีที่สุด เพียงแต่องค์กรส่วนใหญ่ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะมีไฟร์วอลล์อยู่แล้ว ดังนั้นการเพิ่มซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับการเข้ารหัสข้อมูล รวมถึงซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องเข้าไปยังตัวไฟร์วอลล์ก็สามารถดำเนินงานได้ทันที
 
Firewall-Based VPN ปกติจะอยู่ในรูปแบบของซอฟต์แวร์ แต่ผู้ผลิตบางรายอาจเพิ่มประสิทธิภาพของ VPN เข้าไปในผลิตภัณฑ์ไฟร์วอลล์ของตน ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานย่อมจะด้อยกว่าฮาร์ดแวร์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีผู้ผลิตซอฟต์แวร์ VPN บางรายได้ผลิตซอฟต์แวร์ที่เป็น VPN แต่สามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ไฟร์วอลล์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งซอฟต์แวร์เหล่านี้ทำงานบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น UNIX, LINUX, Windows NT หรือ Windows 2000 เป็นต้น
 
 รูปด้านล่าง แสดงลักษณะการเชื่อมต่อ VPN แบบที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ซึ่งเรียกว่า Firewall-Based VPN รูปแบบนี้เป็นที่นิยมทั่วไปในหมู่องค์กรต่าง ๆ ดังนั้นการเพิ่มเติมซอฟต์แวร์ VPN เข้าไปจึงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ว่าจะต้องเลือกโปรโตคอลที่ต้องการจะใช้ เช่น PPTP, L2TP หรือ IPSec เป็นต้น หากคิดว่า Firewall-Based VPN เป็นรูปแบบที่ต้องการ จะต้องพิจารณาผลิตภัณฑ์ไฟร์วอลล์ที่เหมาะสม และซอฟต์แวร์ VPN ที่นำมาใช้ร่วมกับไฟร์วอลล์นี้จะต้องส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน
 
 
แสดงรูปแบบการเชื่อมต่อแบบ  Firewall Based VPN

รูปแบบ Software-Based VPN

            Software-Based VPN โดยแท้จริงแล้วเป็นซอฟต์แวร์ซึ่งทำหน้าที่จัดตั้งอุโมงค์การเชื่อมต่อ การเข้ารหัสและการถอดรหัสข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานในลักษณะของไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์ ตัวอย่างเช่น VPN ที่ใช้โปรโตคอล PPTP จะมีการติดตั้งซอฟต์แวร์เข้าไปที่เครื่องของไคลเอนต์และเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ VPN และจัดตั้งอุโมงค์เชื่อมต่อ VPN ขึ้น เมื่อเลือกใช้ซอฟต์แวร์ VPN จะต้องมีการขบวนการบริหารจัดการกับกุญแจรักษาความปลอดภัยที่ดี และเป็นไปได้ที่จะต้องการระบบการพิสูจน์สิทธิแบบที่เรียกว่า Certificate Authority การใช้ Software-Based VPN อาจต้องพิจารณากุญแจรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น Public และ Private Key  ลักษณะนี้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกองค์กรจะได้รับการพิสูจน์สิทธิก่อนจะส่งข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบซอฟต์แวร์ VPN นี้มีความยืดหยุ่นพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น
 
 
รูปแสดงรูปแบบการเชื่อมต่อแบบ Software-Based VPN

ตัวอย่าง Software ที่ใช้ในการทำ VPN

1.       Frees/Wan โปรแกรมที่ใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ ซึ่งเป็น Free ware ปัจจุบัน (09/48)ได้ออกถึง version 2.06 รายละเอียดเบื้องต้น มีดังนี้
                Protocol: IPSEC
            ระดับการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption): ดีมาก
                Authorization: X.509
            ข้อดี มีความน่าเชื่อถือ
                ข้อเสีย ติดตั้งยาก มี Log file ขนาดใหญ่
           
2.       OpenVPN เป็นโปรแกรม VPN แบบ Opensource ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย มีการใช้ SSL เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มีการทำงานทั้ง Layer 2 และ 3 มีรายละเอียดดังนี้
                Protocol: TLS + โปรโตคอลของโปรแกรม
            ระดับการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption): ดีมาก     
            Authorization: X.509
            ข้อดี ติดตั้งง่าย
                ข้อเสีย -
 
           
3.       PoPToP เป็นโปรโตคอล ที่ใช้งาน tunnel แบบ GRE ที่มีมาให้กับ windows มีรายละเอียดดังนี้
                Protocol: PPTP
            ระดับการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption): ดี แต่การทำ Authentication ไม่ดี
                Authorization: X.509
            ข้อดี ใช้ Windows เป็นพื้นฐาน
                ข้อเสีย ใช้ Windows เป็นพื้นฐาน
 
4.       Vtun เป็นโปรแกรมแบบ Opensource เช่นกัน ซึ่งเพิ่งจะพัฒนาขึ้นมาได้ไม่นามากนัก โดยโปรแกรมนี้จะรองรับเฉพาะ บนระบบปฏิบัติการที่มีพื้นฐานมาจาก Unix มีรายละเอียดดังนี้
                Protocol: ใช้โปรโตคอลแบบเฉพาะของโปรแกรม
            ระดับการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption): ไม่ดี
                Authorization: SSH kludge
            ข้อดี น่าเชื่อถือ (สำหรับ 1 user)
                ข้อเสีย ต้องใช้ kludge script

 

 



ข้อดีและข้อเสียของ VPN

·        ข้อดี

                1.  ประหยัดค่าใช้จ่าย
                 การสร้างวงจรเสมือนจริงผ่านเครือข่าย Internet ใช้หลักการให้เครือข่ายย่อยเชื่อมกับ Internet ที่ท้องถิ่น  ซึ่งจะเสียค่าเช่าวงจรเฉพาะท้องถิ่น และค่าบริการ Internet เท่านั้น  (ในองค์กรที่มีหลายสาขา  จึงไม่จำเป็นต้องเช่า Leased Line หลายสายอีกต่อไป)  การสร้าง VPN ยังทำได้กับเครือข่ายขนาดเล็กที่ใดก็ได้ โดยต้องมีระบบเครือข่ายที่รองรับ  คือ ต้องมี Router ที่สนับสนุน Protocol แบบ VPN ได้  จากการศึกษาของ IDC พบว่า VPN  สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อแบบ  WAN  ได้ราว 40 %
 
            2.  มีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล 
                การสร้างวงจรเสมือนจริง ผ่านเครือข่ายสาธารณะ  มีจุดเด่นคือ Router ต้นทาง และ Router ปลายทางของเครือข่ายที่สร้างวงจรเสมือนจริงนี้  จะทำการเข้ารหัสข้อมูลและบีบอัดข้อมูลเข้าไว้ใน Packet IP  ทำให้ข้อมูลที่วิ่งไปในเครือข่าย Internet ได้รับการป้องกัน  ซึ่งถ้ามีใครแอบดักข้อมูล หรือ IP Packet ไปได้  ก็ได้ข้อมูลที่เข้ารหัสยาก ซึ่งยากต่อการถอดรหัส เพราะเป็นรหัสที่ต้องการคีย์ถอดรหัส  รวมถึงมีการสร้างอุโมงค์สื่อสาร  (Tunneling) การพิสูจน์บุคคล หรือการจำกัดสิทธิ์ในการเชื่อมต่อ
                สามารถสรุปวิธีการที่นำมาใช้ เพื่อให้ VPN มีความสามารถในการรักษาและดูแลเครือข่ายและข้อมูลให้ปลอดภัยมากขึ้น ได้ดังนี้
                2.1)  Firewall จะเป็นการติดตั้งตัวกั้นกลางระหว่าง network ของเรากับ Internet โดยตัว Firewall  จะสามารถจำกัดจำนวนของ port รวมทั้งลักษณะของ packet และ protocol ที่จะมาใช้งาน
            2..2)  Encryption (การเข้ารหัส) เป็นกระบวนการที่นำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องไปทำการเข้ารหัสก่อนที่จะส่งไปยังเครือข่ายคอมพิวเตอร์อื่น
                2.3)   IPSec หรือ Internet Protocol Security Protocol เป็นการเข้ารหัสที่ช่วยให้ระบบรักษาความปลอดภัยทำงานได้ดียิ่งขึ้น เช่น การเข้ารหัสแบบ Algorithm  และการตรวจสอบผู้ใช้  โดยทั่วไป IPSec   มีการเข้ารหัส 2 แบบด้วยกันคือ
-  tunnel  จะทำการเข้ารหัสทั้งหัวของข้อความ (header) และข้อมูลในแต่ละ Packet (payload of each packet)
 - transport  จะเข้ารหัสเฉพาะตัวข้อมูลเท่านั้น
 
อย่างไรก็ดี IPSec  จะใช้ได้กับระบบ อุปกรณ์ และ Firewall  ของแต่ละเครือข่ายที่มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยที่เหมือนกันเท่านั้น
 
                3.  มีความยืดหยุ่นสูง 
                โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการทำ Remote Access ให้ผู้ใช้ติดต่อเข้ามาใช้งานเครือข่ายจากนอกสถานที่  เช่น พวกผู้บริหาร หรือฝ่ายขาย ที่ออกไปทำงานนอกสถานที่สามารถเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายของบริษัท เพื่อเช็คข่าว อ่านเมล์ หรือใช้งานโปรแกรม เพื่อเรียกดูข้อมูล เป็นต้น  การใช้ VPN สามารถ login เข้าสู่ ระบบงานของบริษัทโดยใช้โปรแกรมจำพวก VPN Client เช่น Secureremote ของบริษัท Checkpoint เป็นต้น วิธีการอย่างนี้ทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานเป็นอย่างมาก และยังสามารถขยาย Bandwidth ในการใช้งาน VPN ได้อย่างไม่ยุ่งยากอีกด้วย
 
                4.  จัดการและดูแลได้ง่าย 
                การบริหารและการจัดการเครือข่าย  ทำได้ดีและสะดวกต่อการขยายและวางแผนการขยาย โดยเน้นการสนับสนุนการทำงาน และการดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
                5.  สามารถกำหนดหมายเลข IP เป็นเครือข่ายเดียวกันได้ 
                การแยกเครือข่าย 2 เครือข่าย ระบบ IPจะต้องแยกกัน  แต่การสร้าง VPN จะทำให้ 2 เครือข่ายนี้ เสมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน  ดังนั้นจึงใช้หมายเลข IP และ Domain  เดียวกันได้
 
                6.  ประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล 
                เทียบเท่ากับการเช่า  Leased Line เชื่อมโยงสาขาโดยตรง
 

·        ข้อเสีย

                1.  เทคโนโลยีที่สับสน 
                การตัดสินใจว่าจะนำเอาเทคโนโลยี  VPN ชนิดใดมาใช้งานอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสับสน  เนื่องจากการที่มีตัวเลือกมากมาย และการใช้มาตรฐาน VPN ที่แตกต่างกัน  รวมทั้งการตีความเพื่อใช้งานที่ต่างกัน  และปัญหาความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ VPN บางชนิดอาจทำให้เครือข่ายมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นได้
 
                2.  คุณภาพของการบริการ 
            VPN ทำงานอยู่บน Internet ซึ่งความเร็ว ,การเข้าถึง และคุณภาพ (Speed and access) เป็นเรื่องเหนือการควบคุมของผู้ดูแลเครือข่าย และเนื่องจากมีสัญญาณอาจเดินทางข้ามเครือข่ายจำนวนมาก  ดังนั้นเมื่อมีการทำงานผ่านเครือข่าย  IP  ของผู้ให้บริการสื่อสารรายใดรายหนึ่ง  ผู้ให้บริการรายนี้อาจไม่ทราบว่าสัญญาณเป็นแบบ IP VPN ดังนั้นทางบริษัทจึงให้บริการที่คิดว่า "ดีที่สุด" เหมือนกับสัญญาณ IP  อื่นๆ แทน
 
                3.  Technology ที่ต่างกัน
            VPN มี technologies แตกต่างกันตามผู้ขายแต่ละราย  โดยยังไม่มีมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันอย่างแพร่หลายมากนัก  ต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับ Protocol อื่นๆ  นอกจาก Protocol ที่อยู่บนพื้นฐานของ IP
 
 
 
 
 
 
 

สรุป ข้อดี-ข้อเสีย

 
สถาปัตยกรรม
ข้อดี
ข้อเสีย
Hardware VPN
 
ประสิทธิภาพดี มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี มีค่าใช้จ่ายน้อยสำหรับแพ็กเก็ตขนาดใหญ่ที่เข้ารหัสแล้ว บางผลิตภัณฑ์ให้การสนับสนุนLoad Balancing
 
ความยืดหยุ่นจำกัด ราคาสูง ไม่สามารถเชื่อมต่อกับATM หรือระบบ FDDI ได้โดยตรง ส่วนใหญ่มีการเชื่อมต่อแบบฮาล์ฟดูเพล็กซ์ ต้องการรีบูตระบบใหม่ภายหลังการจัดตั้งคอนฟิกเสร็จสิ้น บางผลิตภัณฑ์มีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพกับแพ็กเก็ตที่มีขนาดเล็ก (64 ไบต์) มีข้อจำกัดเมื่อทำงานกับ Subnetบางผลิตภัณฑ์ไม่มี NAT
Software VPN
 
สนับสนุนการทำงานบนหลากหลายระบบปฏิบัติการ ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับองค์กรทั่วไป
 
บางผลิตภัณฑ์มี NAT ที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ บางทีก็ใช้ระบบการเข้ารหัสแบบเก่า ขาดคุณสมบัติในการบริหารจัดการระยะไกล ไม่มีระบบเฝ้าดูและตรวจสอบการทำงาน
Router-Base VPN
 
ใช้ฮาร์ดแวร์ เช่น Router ที่มีอยู่แล้ว มีระบบรักษาความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ ต้นทุนต่ำ หากใช้ Router ที่มีอยู่แล้ว
บางผลิตภัณฑ์อาจต้องการเพิ่มการ์ดอินเตอร์เฟส เพื่อการเข้ารหัสข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ ต้องการอัพเกรดเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า
Firewall-Based VPN 
 
สามารถใช้กับหลากหลายระบบปฏิบัติการ รวมทั้งฮาร์ดแวร์หลายแบบ สามารถใช้อุปกรณ์ทางฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่แล้ว บางผลิตภัณฑ์สนับสนุนLoad Balancing รวมทั้ง IPSec
อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย เนื่องจากระบบปฏิบัติการเข้ากันไม่ได้เต็มที่กับระบบพิสูจน์สิทธิแบบ RADIUS