วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง คืออะไร
บรอดแบนด์ (Broadband) เป็นคำที่ใช้ในความหมายของอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และโดยทั่วไป สามารถใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่การนับเป็นรายชั่วโมงดังที่เคยมา และมีความเร็วสูงกว่าอินเตอร์เน็ตในแบบเดิมมาก
ประโยชน์
อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือที่เรียกว่า “Broadband” นั้นมีประโยชน์หลายประการดังต่อไปนี้
1. โดยทั่วไปบรอดแบนด์จะมีความเร็วสูงกว่าอินเตอร์เน็ตเดิมมาก ซึ่งความเร็วที่สูงขึ้นนั้น อาจเป็น 10-20 เท่าขึ้นไป ดังเช่นถ้าเคยใช้อินเตอร์เน็ตที่ต่อด้วยโมเด็มและสายโทรศัพท์ในแบบเดิม ความเร็วสูงสุดที่ 56,000 บิทต่อวินาที หรือเรียกกันว่า 56 Kbps (Kbps มาจากคำว่าKilo bit per second) แต่ในความเร็วที่จะรับได้นั้นจะประมาณ 30-50 Kbps แต่สำหรับบรอดแบนด์นั้นจะมีความเร็วตั้งแต่ 256,000 บิทต่อวินาที จนถึง 10 ล้านบิทต่อวินาที ขึ้นอยู่กับบริการที่เราเรียกใช้และเริ่มมีในท้องถิ่นนั้นๆ
2. ระบบบรอดแบนด์จะเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียเวลาโทรผ่านเข้าระบบเหมือนกับระบบอินเตอร์เน็ตตามบ้านในแบบเดิม
3. ระบบใช้สายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว สามารถใช้โทรศัพท์สายเดิมได้ตามปกติ ไม่ต้องไปติดตั้งสายโทรศัพท์เพิ่มเติม อ้นที่จริงระบบบรอดแบนด์ไม่จำเป็นต้องวางสายเพิ่มเสมอไป สายทองแดงที่มีอยู่แล้วก็ใช้ได้ เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่อเชื่อม และการวางสายสัาณหลักเพิ่มขึ้น
4. สามารถต่อเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายๆ ตัวในที่ทำงานและที่บ้าน ด้วยเหตุที่บรอดแบนด์นี้สามารถให้บริการได้ด้วยความเร็วสูง จึงสามารถใช้ระบบร่วมกันใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือการต่อเชื่อมสู่ภายนอกได้หลายๆ เครื่องภายในบ้าน หรือสำนักงานขนาดเล็ก พูดง่ายๆ หากจะให้บริการบรอดแบนด์แล้ว เขาจะไม่คิดอย่างขี้เหนียว คนให้บริการจะต้องหาทางส่งเสริมการใช้ให้กว้างขวาง และให้มีราคาถูกให้ได้มากที่สุดเป็นหลัก
5. สามารถเลือกใช้โปรแกรมและบริการที่สมัยก่อนไม่สามารถเรียกใช้ได้ เช่นสื่อประเภทภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหวที่ต้องใช้ความเร็วสูง ซึ่งถ้าเป็นในระบบเดิม ก็ต้องรอเรียก Download กันนานแสนนาน หรือสำหรับอินเตอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ความเร็วปกติ จะไม่สามารถกระทำได้เลย เป็นต้น
6. สามารถรับและส่งไฟล์หรือหน่วยข้อมูลขนาดให่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากไม่มีระบบดังกล่าว อาจต้องใช้การบันทึกลงในแผ่นซีดีรอม (CD-ROM) แล้วส่งไปทางไปรสณีย์ ซึ่งต้องใช้เวลา สิ้นเปลืองด้านระบบจัดส่ง แต่ถ้ามีระบบดังกล่าว งานที่มีขนาดให่ก็สามารถส่งไปยังที่ต่างๆ ได้ โดยใช้เป็นระบบออนไลน์ ผลประโยชน์คือการลดความยุ่งยากในการจัดส่ง และการให้บริการ
7. ทำให้คนทำงานได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปจริงๆ (Telecommuting) หากมีระบบต่อเชื่อมเข้าสู่ระบบเครือข่ายได้ ในการมีบริการบรอดแบนด์ ทำให้คนทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนั้น สามารถเลือกที่จะทำงานในจุดที่เขาสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างหลากหลาย สามารถติดต่อได้เป็นแบบ ทาง สามารถเรียกใช้ไฟล์จากที่ต่างๆ ได้ไม่แตกต่างจากการไปทำงานในที่ทำงานปกติ
8. สามารถจัดทำระบบประชุมทางไกลได้ ด้วยค่าใช่จ่ายที่ถูกลง ในสมัยก่อนหน้านี้ หากจะมีการประชุมทางไกล ก็ต้องไปเช่าบริการสถานีโทรทัศน์ ต้องมีการเช่าช่องสัาณเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก แต่ถ้าเป็นระบบบรอดแบนด์ที่มีความเร็วพอระหว่าง จุด หรือหลายจุดขึ้นไป ก็จะสามารถจัดการระบบการประชุมได้ทันทีด้วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
9. สามารถใช้ระบบที่มี Server แบบส่วนกลางได้ โดยไม่ต้องกระจาย Server ไปตามที่ต่างๆ เรื่องนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคั ยกตัวอย่างสำหรับโรงเรียนขนาดนักเรียน 100 คน จะให้ทางโรงเรียนมีผู้ดูแลระบบที่ต้องมีความสามารถใกล้เคียงกับวิศวคอมพิวเตอร์นั้น คงจะกระทำได้ยาก เพราะมีโรงเรียนดังกล่าวทั่วประเทศไทยกว่า 30,000 แห่ง และมีกว่าครึ่งที่มีขนาดเล็ก มีครูอาจารย์ที่ไม่สามารถฝึกฝนเพื่อให้รองรับระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบบรอดแบนด์จะช่วยทำให้ไม่ต้องพึ่งความสามารถบุคคลที่ปลายทางมากนัก เพราะระบบเมื่อติดตั้งแล้ว โอกาสที่จะใช้การไม่ได้นั้นมีไม่มากและไม่บ่อยนัก และเมื่อมีปัหาเกิดขึ้น ก็สามารถวางระบบที่ทำให้ดำเนินการแก้ไขได้ในแบบออนไลน์ได้อย่างสะดวก
ข้อจำกัด
เมื่อเป็นสิ่งที่ดี แล้วทำไมจึงยังไม่สามารถทำให้มีใช้แพร่หลาย คำตอบก็คือ
1. ยังไม่มีบริการทั่วไปอย่างกว้างขวาง แม้ในประเทศที่เป็นต้นกำเนิดอินเตอร์เน็ตอย่างสหรัฐอเมริกา ก็มีบรอดแบนด์ใช้เพียงร้อยละ 33ส่วนให่ก็ยังใช้บริการในแบบเดิมและเห็นว่าดีเพียงพอแล้ว และเมื่อมีขีดความต้องการไม่ถึง กลุ่มประชากรในบริเวณนั้นเบาบาง เป็นชนบท ท้องถิ่นห่างไกล ก็ไม่สามารถวางระบบให้บริการได้ด้วยต้นทุนต่อหน่วยจะสูงเกินไปสำหรับการให้บริการเชิงการค้า
2. การต้องมีการลงทุนที่ต้องใช้เงินและเวลา การจะมีบริการบรอดแบนด์ได้ต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่อเชื่อม และปรับสายโทรศัพท์ตามปกติขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ต้องมีการขยายเส้นทางสายกลาง หรือที่เขาเรียกว่า Backbone ตัวอย่าง เช่น จากส่วนกลาง คือในบริเวณกรุงเทพมหานครไปสู่จุดรับ (Node) ในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นจังหวัดหลักๆ ของภูมิภาคนั้นๆ และจากระดับภูมิภาค ก็จะกระจายไปสู่ระดับจังหวัดต่างๆ (Provincial Nodes) และจากนั้นก็จะไปสู่ระดับผู้ใช้ปลายทางในกรณีเช่นนี้ เขาจึงเลือกให้บริการในส่วนของจังหวัดและบริเวณในจังหวัดที่มีลูกค้าที่จะมีศักยภาพในการจ่ายสูง ซึ่งก็อาจเริ่มต้นที่ตัวเมืองของแต่ละจังหวัดก่อน และไปสู่อำเภอขนาดให่ก่อนไปสู่อำเภอขนาดเล็ก ไปสู่ระดับตำบล และสู่หมู่บ้านที่มีประชากรพอสมควร
โอกาสสำหรับสถานศึกษา
บริษัทและองค์กรให้บริการอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายโทรคมนาคมมองระบบการศึกษาอย่างไร ก็เป็นส่วนสำคั เพราะถ้าองค์กรเหล่านี้มองการศึกษาเป็นดังองค์กรธุรกิจ (Corporate) ทั่วๆ ไป เขาจะมองว่าระบบการศึกษาไม่มีความสามารถในการจ่าย นั้นเป็นการมองจากภาคธุรกิจโดยทั่วๆ ไป แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งคือ ระบบการศึกษาคือระบบที่มีศักยภาพที่มีขนาดให่ ภาพการลงทุนเพื่อการศึกษาก็จะเปลี่ยนไป ระบบการศึกษารับผิดชอบต่อคนในระดับอย่างน้อยๆ 12 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 64-65 ล้านคน คนที่เป็นนักเรียน นักศึกษาในวันนี้ ในวันข้างหน้าเขาก็เป็นกำลังคนสำคัของประเทศโดยภาพรวมประเทศไทยมีสถานศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก กระจายทั่วประเทศ บางแห่งอยู่ในเมือง แต่เป็นอ้นมากกระจายอยู่ในชุมชนขนาดเล็กและกลางที่มีประชากรไม่หนาแน่นมากนัก เป็นอันมากเป็นชุมชนเกษตรที่ไม่มีคนมีการศึกษาระดับสูงอยู่มากนัก และด้วยเหตุที่ไม่มีคนไม่มีการศึกษาอยู่มาก ระบบอุตสาหกรรมจึงไม่ไปลงทุน เพราะจะไม่มีคนทำงานมีคุณภาพสนับสนุน และเมื่อไม่มีงานที่ใช้การศึกษาและมีรายได้สูงรองรับในชุมชน คนก็จะยิ่งไหลออกไปอยู่ที่อื่นๆ ที่มีความต้องการด้านแรงงานที่สามารถจ่ายได้มากกว่าการลงทุนที่ต้องคิดในเชิงเน้นการมีบริการพื้นฐานรองรับ ต้อง เน้น Supply Side อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่ปล่อยให้ความต้องการตามตลาดเป็นตัวกำหนด หรือที่เรียกว่า Demand Side ในการสร้างบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นนั้นนับเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคั เพราะบริการพื้นฐานที่จำเป็นและมีประโยชน์จะไปกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เป็นยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Demand & Consumption ที่จะสร้างขีดความสามารถในการทำงานของคน องค์กร ชุมชน และทั้งประเทศในภายหลัง ระบบการศึกษาเป็นส่วนสำคั ถ้านักเรียน นักศึกษาและคนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับการทำงานแบบใหม่ เรียนแบบใหม่ ในที่สุด เขาก็จะเข้าสู่ระบบงานที่จะไปเพิ่มขีดความสามารถให้กับองค์กรและชุมชนของเขา ความเจริและความกินดีอยู่ดีก็จะกระจายได้ทั่วประเทศ สร้างความแข็งแกร่งที่หนักแน่นและมีความสมดุล
สหรัฐอเมริกา
ประเทศสหรัฐอเมริกากระตุ้นการใช้งานบรอดแบนด์ โดยเริ่มจากในมหาวิทยาลัย เขามีโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับสถาบันอุดมศึกษาอยู่ระบบหนึ่งเรียกว่า Internet2 โดยเขาวางเครือข่ายความเร็วสูงในระดับพันล้านบิทต่อวินาที เชื่อมโยงวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยสำคัทั่วประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 200 แห่ง แล้วโครงการดังกล่าวก็เป็นความร่วมมือของบริษัทด้านโทรคมนาคมสำคัของประเทศ และมีการทำงานร่วมกันกับระบบอุตสาหกรรม ระยะแรกๆ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ยังแทบไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขนาดเป็นร้อยเท่าจากของเดิมได้อย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องหาทางใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าว และเมื่อได้เรียนรู้ศักยภาพ หลังจากนั้นก็มีการเชื่อมโยงสู่ระบบอุตสาหกรรม และสู่โรงเรียนในระดับต่างๆ อย่างที่เขาเรียกว่า K-20 คือเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไม่จำกัดระดับ ดังนี้เป็นต้น
ประเทศเกาหลีใต้
ในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตก แทนที่เขาจะหยุดการบริโภค เขากลับกระตุ้นการบริโภคเชิงยุทธศาสตร์ มีการพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ ให้คนได้มีโอกาสใช้บริการดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง และทั่วถึงด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ประเทศเกาหลีใต้ก็จัดเป็นประเทศฟื้นตัวได้เร็วและกลับสู่สภาพปกติ และที่สำคั เขามีความแข็งแกร่งทั้งด้านการศึกษาและคุณภาพกำลังคนที่จะแข่งขันต่อไปได้อย่างดียิ่ง

ลองดูประเทศเกาหลีในปัจจุบัน เขามีประชากร 48 ล้านคน มีสายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 12 ล้านสาย มีความเร็วระดับ 20-400 เท่าของระบบอินเตอร์เน็ตแบบเดิม มีสายบริการบรอดแบนด์ถึง 16 ล้านหลังคาเรือน สำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตนั้น มีร้อยละ 78 ที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นอัตราส่วนที่สูงกว่าในสหรัฐอเมริกา เท่า การค้าขายในตลาดหลักทรัพย์ร้อยละ 68 กระทำผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การค้าปลีกร้อยละ 12 กระทำผ่านระบบออนไลน์
สู่ประเทศไทย
ในประเทศไทยเราได้ผ่านการแก้ปัหาด้านเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นการบริโภคในระดับรากห้ามา 4 ปีแล้ว ส่วนหนึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จ เช่นการให้บริการ 30 บาทรักษาทุกโรค การมีกองทุนหมู่บ้านเพื่อลดภาระเงินกู้นอกระบบที่ชาวบ้านต้องไปหาจากแหล่งเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวพัฒนาการด้านอินเตอร์เน็ตยังล้าหลัง มีประชากร 6.5-8.0 ล้านคนที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งนับว่ายังน้อยกว่าอัตราเฉลี่ยของโลก ในระบบโรงเรียนกว่าร้อยละ 80 นักเรียนยังไม่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้การใช้งานอินเตอร์เน็ตจากทางโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีเครื่องพีซีเพียงพอ ไม่มีระบบอินเตอร์เน็ตที่สามารถใช้งานได้จริง และในระดับหมู่บ้านขนาด 100-500 คน ในชุมชนเกษตรยากจนอย่างอีสานและภาคใต้ เกือบร้อยละ 80 ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับอินเตอร์เน็ตการให้โรงเรียนทุกแห่งได้มีโอกาสรับบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงนั้น จะเป็นตัวกระตุ้นที่มีความคุ้มในทางเศรษฐกิจที่สุดประการหนึ่ง เป็นการลงทุนที่มีเหตุผล สร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับระบบสื่อสารของคนไทย ทั้งสำหรับปัจจุบันและอนาคต
อินเตร์เน็ตความเร็วสูง หรืที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Broadband Internet มีความหมายที่แตกต่างกันกไปบ้างเล็กน้ย่างเช่น Jupiter Communication ให้ความหมายขง "อินเตร์เน็ตความเร็วสูง" ที่ใช้กับเครื่งพีซี หรืเครื่งตั้งโต๊ะปกติขงเรา คือ มีการต่เชื่มกับสายตลดเวลา ใช้ได้ 24 ชั่วโมง และมีความเร็วที่ไม่น้ยกว่า 256 กิโลบิตต่วินาที (256,000 Kbps) ในการรับข้มูลขาลง (Download) ส่วน Ovum ได้ให้คำจำกัดความตามการวิจัยว่า อินเตร์เน็ตความเร็วสูง คือ เป็นระบบที่ติดตั้งตายตัว และมีความเร็วไม่น้ยกว่า 144 กิโลบิตต่วินาที (144,000 Bit Per Second) 

คณะกรรมการด้านการสื่สารสหรัฐ ได้ให้คำธิบายว่า เป็นอินเตร์เน็ตที่มีความเร็วไม่น้ยกว่า 200 Kbps ในย่างน้ยทางใดทางหนึ่ง คืจะเป็นขาขึ้น หรืขาลงก็ตามสำหรับในคำธิบายจาก Webopedia ได้กำหนดความหมายว่า เป็นความเร็วที่ 1.54 Mbps (1,500,000 บิตต่วินาที) โดยใช้เส้นทางที่เป็นสาย แต่เป็นการสื่สารแบบสงทาง ไม่ใช่เพียงขาขึ้น หรืขาลงเพียงย่างเดียว 
และเมื่มีการใช้ความเร็วในการสื่สารที่สูงขนาดนี้ จึงทำให้สามารถรับหรืส่งสารที่เป็นสื่ประสมที่มีรายละเียดสูง (Rich Media)ย่างเช่น ภาพ ภาพเคลื่นไหว อย่างรายการโทรทัศน์ ได้ นกจากนี้ ในตลาดด้านการสื่สาร จะหมายถึงไม่เพียงความสามารถด้านการสื่สาร แต่จะพูดถึงด้านเนื้หาด้วยว่าจะต้งเป็นเนื้หาที่ทำสำหรับอินเตร์เน็ตความเร็วสูง ตัวย่างดังกล่าว เช่น ภาพยนต์ ภาพเคลื่นไหวสั้นๆ (Short films), flash, การ์ตูน ภาพ 3 มิติ วิทยุทางอินเตร์เน็ต วิดิโตามสาย การประชุมสัมมนาตามสาย และอื่นๆ
สายทองแดง ADSL
ADSLคือเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง บนเครือข่ายสายทองแดง หรือคู่สายโทรศัพท์นั่นเองครับ โดย ADSLเป็นเทคโนโลยีในตระกูล xDSLที่มีลักษณะสำคัญคืออัตราการเร็วในการรับข้อมูล (Downstream)และอัตราการเร็วในการส่งข้อมูล (Upstream)ไม่เท่ากัน ซึ่งอัตรารับข้อมูลสูงสุดที่ 8 เมกะบิตต่อวินาที และอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1 เมกะบิตต่อวินาที ระดับความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับ ระยะทาง และคุณภาพของคู่สาย ข้อดีของ ADSLก็คือคุณสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับคุยโทรศัพท์ได้ เพราะได้ใช้เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ ที่จะแบ่งย่านความที่บนคู่สายทองแดง ออกเป็น 3ช่วงคือ ช่วงความถี่โทรศัพท์ (POTS)ช่วงความถี่ของการส่งข้อมูล (Upstream) ช่วงความถี่ในการรับข้อมูล (Downstream)จึงทำให้สามารถส่งข้อมูล และใช้โทรศัพท์ได้ในเวลาเดียวกัน ลืมปัญหาของการที่ต้องใช้คู่สายถึงสองเส้น หากต้องการใช้งานโทรศัพท์ธรรมดา และอินเทอร์เน็ตพร้อมๆ กันบนเทคโนโลยีของโมเด็ม 56K ไปได้เลย ด้วยเหตุนี้เมื่อคู่สายโทรศัพท์ของเรามีความเร็วที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็เท่ากับว่า เราสามารถเข้าใช้งานไปยังผู้ให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง 

ADSL จัดว่าเป็นบรอดแบนด์อย่างหนึ่งครับ แต่เป็นบรอดแบนด์ในราคาประหยัด ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ และออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากบ้านที่มีความต้องการในการดาวน์โหลดข้อมูลมากกว่าการส่งข้อมูลออกจากเครื่อง ดังนั้นเทคโนโลยี ADSL จึงมีประโยชน์มากสำหรับผู้ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่บ้าน เพราะช่วยให้สายโทรศัพท์มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น ช่วยให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ในความเร็วไม่แตกต่างไปจากที่ทำงาน ซึ่งเรื่องราวที่เราจะพูดถึงกันในคราวนี้ก็คือเรื่องของ ADSL นี่หล่ะครับ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการในปัจจุบัน ต่างก็อาศัยเจ้า ADSL พาสัญญาณอินเทอร์เน็ตมาถึงบ้านได้อย่างรวดเร็วขึ้น กันซะเป็นส่วนใหญ่ และเรียกกันง่ายๆ ว่า Hi Speed Internet นั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง ADSL และโมเด็ม 56K


ADSLไม่เหมือนกับโมเด็ม 56Kที่ติดมากับเครื่องโดยทั่วๆ ไป เพราะไม่ใช่ว่าคุณนึกอยากจะใช้งาน ADSLก็ไปหาซื้อชุดคิทอินเทอร์เน็ตจากร้าน 7-Eleven แล้วต่อสายโทรศัพท์เข้ากับโมเด็มเพื่อใช้งานได้เลย เพราะ ADSLมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า เนื่องจากปัจจัยที่สำคัญสองสามประการ อย่างแรกชุดสายโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์ที่คุณใช้งานอยู่ จะต้องมีการติดตั้งฮาร์ดแวร์เพื่อให้บริการไว้เตรียมรองรับอยู่แล้ว ตามมาด้วยว่าสายโทรศัพท์ที่คุณต้องการใช้งานนั้น มีคุณภาพพอเพียงสำหรับบริการ ADSLหรือไม่ และสุดท้าย ก็คือต้องใช้โมเด็มพิเศษที่ทำงานในระบบ ADSL โดยเฉพาะ ถึงจะใช้งานได้ 

ดังนั้น ถึงแม้ ADSL จะได้เปรียบตรงที่ให้อัตราการโอนถ่ายข้อมูลสูง แต่ข้อจำกัดของการใช้งาน ADSL ก็คือจำกัดเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ โดยจะต้องใช้งาน ADLS กับคู่สายโทรศัพท์ที่ได้ร้องขอไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้งานข้ามเบอร์ หรือสลับสายโทรศัพท์ไปยังเบอร์อื่นๆ ได้ ไม่เหมือนกับ 56K ที่คุณสามารถนำไปใช้งานที่ไหนก็ได้ในทุกที่ที่ต้องการ ขอเพียงให้โทรศัพท์เข้าถึงได้เท่านั้นเอง 

การติดตั้งและใช้งาน ADSL ใช่ว่าจะได้ความเร็วตามที่เราร้องขอเสมอไป เช่น หากขอการติดตั้งใช้งานที่บริการ 128 kbps แต่ ADSL ยังมีข้อจำกัดในเรื่องระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะยิ่งห่างจากชุมสายมากเท่าไหร่ อัตราของการรับส่งข้อมูลก็จะต่ำลงเท่านั้น ดังนั้นหากคุณอยู่ห่างจากศูนย์กลางของพื้นที่ให้บริการของชุมสาย อัตราการรับส่งข้อมูลก็จะลดลง ซึ่งทางผู้ให้บริการส่วนมากจึงต้องมีการทดสอบก่อนว่าคู่สายโทรศัพท์ของคุณสามารถรองรับบริการของ ADSL ได้อย่างเต็มความสามารถหรือไม่ ? 

สิ่งที่ตามมาอีกเรื่องหนึ่งก็คือบริการของ ADSL ใช่ว่าจะให้คุณได้บริการเต็มความสามารถของแบนด์วิดธ์ที่ขอไป เช่น การใช้งานที่ 128 kbps คุณจะใช้งานได้เต็ม 128 kbps บางช่วงเวลาเท่านั้น เพราะ 128 kbps จะถูกแชร์ให้กับผู้ร้องของบริการรายอื่นๆ ที่อยู่ละแวกเดียวกันกับคุณ ซึ่งจะทำให้ต้องแบ่งปันแบนด์วิดธ์ของการใช้งานออกตามจำนวนของผู้ใช้ แต่ในปัจจุบันยังคงไม่ได้เป็นปัญหามากมายนัก ทั้งนี้ก็เพราะจำนวนของการใช้งาน ยังคงไม่มากเท่าไหร่นั่นเอง 

สรุปก็คือ หลังจากที่คุณได้ร้องขอบริการ ADSL ไปแล้ว คุณจะสามารใช้งาน ADSL ได้เฉพาะกับเบอร์ที่ขอไปเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยบนเบอร์ หรือนำโมเด็ม ADSL ไปใช้ในที่อื่นๆ ได้ และแบนด์วิดธ์ที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะได้เต็มตามจำนวนที่ร้องขอบริการไป เพราะปัจจัยหลายๆ ประการ เช่น คุณภาพของสายโทรศัพท์ ระยะทางจากชุมสายถึงบ้านคุณ และจำนวนผู้แบ่งปันการใช้งาน ADSL ที่อยู่ละแวกเดียวกันนั่นเอง ซึ่งหากว่ามีการแชร์กันมากๆ ไม่เพียงแค่แบนด์วิดธ์เท่านั้นที่ถูกแบ่งปันไป การเข้าใช้งานอาจจะมีปัญหาตามมา เช่น ล็อกอินเข้าไปใช้งาน ADSL ไม่ได้ หรืออินเทอร์เน็ตช้ามากๆ นั่นเองครับ อันนี้พูดถึงกรณีที่อยู่ในช่วงเวลาที่คนใช้งานพร้อมๆ กันเยอะๆ นะครับ แต่ส่วนมากก็ไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น เพราะผู้ให้บริการส่วนใหญ่ก็รักษาคุณภาพของการให้บริการอยู่พอสมควร

ใยแก้ว

Fiber-to-the-home (FTTH) เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว Fiber-to-the-x (FTTx) ได้แก่ Fiber-to-the-building (FTTB), Fiber-to-the-premises (FTTP ), Fiber-to-the-desk (FTTD), Fiber-to-the-curb (FTTC) และ Fiber-to-the-โหนด (FTTN). วิธีการเหล่านี้ทั้งหมดนำข้อมูลมาใกล้ชิดกับผู้ใช้ด้วยใยแก้วนำแสง ความแตกต่างระหว่างแต่ละวิธีการส่วนใหญ่ก็คือวิธีการที่จะทำอย่างไรจะนำใยแก้วนำแสงให้ใกล้ชิดกับผู้ใช้มากที่สุด วิธีการจัดส่งทั้งหมดเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับระบบไฮบริด fiber-coaxial (HFC) ที่ใช้เพื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตด้วยสายเคเบิล
ใยแก้วนำแสงสามารถให้อัตราการส่งข้อมูลที่สูงขึ้นมากในระยะทางที่ไกลกว่ามาก อินเทอร์เน็ตที่มีความจุสูงส่วนใหญ่และแบ็คโบนของเคเบิลทีวีจะใช้เทคโนโลยีใยแก้วนำแสง จากนั้นข้อมูลจะถูกเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ (DSL, เคเบิลทีวี, โทรศัพท์บ้าน) สำหรับการส่งมอบสุดท้ายให้กับลูกค้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น